Header Ads Widget

Responsive Advertisement

Ticker

6/recent/ticker-posts

อย่าคิดเอาชนะทางการเมือง ‘ประยุทธ์’เดือด เตือนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

 อย่าคิดเอาชนะทางการเมือง  ‘ประยุทธ์’เดือด  เตือนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

เตือนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

ฉุนถูกเบรกซื้อเรือดำน้ำ

ป้อมย้ำเรื่องความมั่นคง

กมธ.งบเลื่อนไปถก31ส.ค.

เชิญ‘ทัพเรือ’แจงอีกรอบ

กมธ.งบฯปี’64 เลื่อนถกวาระซื้อ “เรือดำน้ำ” จากจีนไปเป็น 31 สิงหาคม ระบุจะให้กองทัพเรือ เข้าชี้แจงอีกรอบหลัง ปชป.-ฝ่ายค้านตีรวนขู่จะคว่ำงบดังกล่าว ขณะที่ “บิ๊กตู่” ย้ำเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ดักคอหากไม่ผ่าน ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ลั่น อย่าเอาชนะทางการเมืองจนแผ่นดินลุกเป็นไฟ ยันเดินหน้าทำงานให้ประเทศ สุดกำลัง สติปัญญาแล้ว

ที่รัฐสภาเมื่อบ่ายวันที่ 26 สิงหาคม ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมมีวาระจะให้คณะอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน รายงานเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ จำนวน 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท จากประเทศจีน ของกองทัพเรือ แต่ก่อนหน้านี้ กมธ.สัดส่วนประชาธิปัตย์ ได้ยืนยันว่า จะไม่เห็นชอบหากพิจารณาเรื่องนี้ รวมทั้งนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.พลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล และ กมธ.งบ พยายามล็อบบี้เพื่อให้กองทัพเรือ มาชี้แจงถึงเหตุผลอีกครั้ง

เลื่อนถกงบฯเรือดำน้ำไป31สค.

ทำให้ ที่ประชุมกมธ.เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็น วันที่ 31 ส.ค.ที่จะถึงนี้เพื่อให้กองทัพเรือมาชี้แจงว่า จะเลื่อนการจัดซื้อเรือดำน้ำได้หรือไม่ เพราะการยกเลิกการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้น ไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ ก่อนจะลงเอยด้วยการเลื่อนประชุมนั้น นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังในฐานะประธานกมธ.งบฯ ได้สั่งพักการประชุมและออกมาหารือนอกรอบ กับแกนนำของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.)และพรรคปชป. 

ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ในฐานะประธานวิปรัฐบาลและกมธ.งบฯได้เดินพูดคุยกับกมธ.งบฯในสัดส่วนของพรรค พปชร.ตามโต๊ะและได้มีการพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ปรึกษากมธ.งบฯจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานอนุกมธ.ครุภัณฑ์ฯ ซึ่งเป็นกมธ.ที่จะเสนอให้มีการทบทวนการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้ด้วย

จากนั้น ที่ประชุมได้มีการประชุมลับ ที่ประชุมขอมติให้มีการเลื่อนวาระการพิจารณางบเรือดำน้ำออกไปเพื่อจะเชิญกองทัพเรือมาชี้แจงเหตุผลต่อที่ประชุม กมธ.งบฯชุดใหญ่อีกครั้ง

‘บิ๊กตู่’ฉุนปชป.ไม่ยอมหนุน

ก่อนหน้านี้ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ให้กรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 จำนวน 7 คน ของพรรคลงมติไม่เห็นชอบให้จัดซื้อเรือดำน้ำในคณะชั้นกรรมาธิการฯ ว่า นึกอยู่แล้วว่าสื่อต้องถามเรื่องเรือดำน้ำ เป็นเรื่องของกรรมาธิการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นต่างในจัดการซื้อนั้น ไม่รู้ เป็นเรื่องของพรรคที่จะว่ากันไป แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯจะว่าอย่างไร ซึ่งมีหลายพรรคร่วมอยู่ สิ่งสำคัญสุดได้อธิบายไปหมดแล้วถึงความจำเป็น หลักการและเหตุผล งบประมาณที่จัดซื้อก็เป็นของกองทัพเรือ และเราได้แก้ปัญหาปี 63 ไว้แล้วส่วนหนึ่ง ฉะนั้น โครงการอะไรก็ตามที่เป็นโครงการต่อเนื่อง มีความจำเป็นหรือไม่ จำเป็นอย่างไร จะได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯที่จะพิจารณา

ย้ำเป็นความมั่นคงของชาติ

“แต่ในความรู้สึกส่วนตัวผมคิดว่าอะไรก็ตามที่จะต้องสร้างความมั่นคงปลอดภัยของพวกเรา ตรงนี้ไม่ใช่เพื่อใครทั้งสิ้น แต่เพื่อประเทศไทยและคนไทย ทรัพยากรของชาติ ของแผ่นดิน จะทำอย่างไร และโลกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด ความขัดแย้งอะไรต่างๆ มีเยอะหรือไม่ ไม่ได้มีไว้ไปรบหรือสู้กับใคร แต่เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ คงเข้าใจกันว่ามันเป็นอย่างไร ข้อสำคัญ งบประมาณเป็นของกองทัพเรือ เป็นงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ฉะนั้น สุดแล้วแต่กรรมาธิการฯจะพิจารณาออกมาอย่างไร วันหน้าทุกคนก็ต้องรับผิดชอบด้วยกันทั้งหมด หากเกิดอะไรขึ้น คงไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียว เป็นเรื่องมติของคนหลายคน หลายพรรคด้วยกัน ก็สุดแล้วแต่”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แนะปชป.ไปบริการกันให้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นไปด้วยดี อย่ายกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เป็นเรื่องภายในที่จะต้องบริหารกันเองให้ได้ พรรคร่วมรัฐบาลต้องคุยกัน ก็สุดแล้วแต่ ตนไม่พูดตรงนี้ โอเคนะ

“วันนี้เรื่องภาษีเราก็ไม่ได้ไปเร่งรัดกับใคร หลายคนก็ขอโน้นขอนี่ แล้วผมจะเอารายได้มาจากที่ไหน ขอถามสื่อว่ารู้หรือไม่ รายได้ประเทศมาจากไหน รู้ทุกคนแหละ ประชาชนบางคนรู้ แต่บางคนก็ไม่รู้ หรือรู้น้อย ผมไม่ได้โทษเขา มันอยู่ที่สื่อ แต่ก็ไม่ได้โทษสื่อที่อยู่ตรงนี้ ผมพูดเยอะก็หาว่าพูดเยอะ แต่ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครพูด เพราะทุกคนอาจจะกลัวบ้างอะไรบ้าง ไม่กล้าพูด แต่ผมไม่กลัว จะพูดให้ประชาชนเข้าใจ จะว่าอะไรผมก็ต้องอดทนทุกเรื่อง ซึ่งอดทนมาเยอะ เพื่อใคร เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนของเรา ถ้าผมไม่ทำแล้วจะทำกันเมื่อไร จะรอวันหน้าก็ใช่ จะเปลี่ยนรัฐบาลหรือเลือกตั้งใหม่อะไรก็แล้วแต่ ถามว่ากว่าจะถึงเวลานั้นเวลานี้มันจะตายกันหมดหรือเปล่า ใช่หรือไม่ มันจะไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ จนกว่าจะถึงวันนั้น ทำวันนี้ให้ดีเพื่อวันข้างหน้าจะไม่ดีกว่าหรือ ต้องเริ่มอย่างนี้ ค่อยๆ ไป แล้วเดี๋ยวมันก็ไปของมันเอง ประเทศไทยเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาตั้งเยอะแยะ ข้อสำคัญคือ ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ เอานู่นมาตีกันไปมาจนล้มไปหมดทั้งระบบ มันได้หรือไม่”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

บอกทุกกระทรวงดูแลประชาชน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มาดูเรื่องงบประมาณฝ่ายความมั่นคงกันอีกเป็นหลัก เพื่ออะไรก็แล้วแต่ตนไม่รู้ความตั้งใจของท่าน ตนไม่พูด แต่สิ่งสำคัญที่สุดงบประมาณกระทรวงอื่นท่านก็ตัดของเขาอีก ทั้งที่กระทรวงเหล่านั้นเขาดูแลประชาชนใช่หรือไม่ ไปตัดของเขา ทำไมไม่ให้ความสำคัญบ้าง งบหลายกระทรวงแล้วก็มาจ้องงบนี้เข้าไปด้วย สรุปว่าประเทศเดินหน้าไม่ได้ทั้งหมด แล้วรู้หรือไม่งบประมาณตัดแล้วไปไหน จะเอาไปทำอย่างอื่นได้หรือไม่ กฎหมายเขียนว่าอย่างไร มันก็ตกหมด ไม่ใช่ว่าจะมาอยู่งบกลางได้ หรือไม่ก็ต้องไปทำโครงการของเจ้ากระทรวงเดิมที่ผ่านมานำขึ้นมา เข้าใจตรงนี้กันเสียบ้าง

ยันไม่มีนโยบายทุจริตกับใคร

ส่วนเรื่องการทุจริต โปร่งใส ก็ติดตามทำอย่างเต็มที่ ตนยืนยันไม่มีนโยบายทุจริตกับใครทั้งสิ้น พรรคร่วมรัฐบาลเราก็ประกาศเจตนารมณ์ไปแล้วว่าจะต้องไม่มีการทุจริต จะต้องทำให้ได้ เรื่องกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมตนก็ทำให้ เรื่องไหนที่เป็นประเด็นสำคัญ ในเรื่องคดีต่างๆ ตนก็คุยกับคณะกรรมการชุดนายวิชา มหาคุณ มาตลอดทุกวัน ว่าพิจารณาไปถึงไหนอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรกับคดีนี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ตรงนี้ แต่อยู่ที่กฎระเบียบกติกา กฎหมายหลายตัว ที่ทำอย่างนี้ออกมาได้ ซึ่งก็ต้องไปแก้กฎหมาย จึงต้องตั้งคณะทำงานทำต่อในเรื่องปฏิรูปกฎหมาย จะทำอย่างไร จะร้องหรือจะเรียกพยานใหม่ กฎหมายเดิมกำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น นั่นคือ จุดอ่อนที่ต้องแก้ นี่คือแก้ไขกฎหมายเพื่อขจัดปัญหา ปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ

เตือนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

“ผมเรียนว่าที่ผ่านมา หลายคนมองว่าผมมาแบบนี้ แบบเผด็จการ อะไรต่างๆ มันต้องมองย้อนกลับไป ผมไม่อยากจะพูดทบทวน ไม่ได้อยากให้ทุกคนถือว่าเป็นบุญคุณ มันไม่ใช่ ผมเห็นชาติเป็นอย่างนี้ ไม่ปลอดภัย ผมก็ต้องเข้ามา แล้ววันนั้นมันเกิดอะไรขึ้นท่านลืมหมดแล้วหรืออย่างไร ลืมกันหรือยัง ลืมหมดแล้วหรือ ผมเข้ามาด้วยอะไร เพราะอะไร ทำไมถึงต้องเข้ามา อย่าลืมสิ แล้ววันนี้สิ่งที่ผมทำมีความก้าวหน้าบ้างหรือไม่ หลายๆ อย่างดีขึ้นมาโดยตลอด เป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ 4.0 แล้วใครเป็นคนทำ ผมเป็นคนทำมาทั้งนั้น 4.0 ที่ว่ามานี้ นโยบาย ยุทธศาสตร์ เดินหน้ามาตามกรอบกติกาจนถึงวันนี้ ถ้าไม่ทำวันนั้น วันนี้ก็ไม่เกิด เพราะมัวสาละวนแก้ปัญหาอยู่อย่างนี้ การเมืองบ้าง อะไรบ้าง แต่ตัวผมไม่มีการเมือง แต่ก็ต้องทำงานร่วมกับการเมืองเขาฉะนั้น ก็ต้องไปด้วยกันให้ได้ ประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตยที่มีรูปแบบของเรา เราไม่ได้มีจากที่อื่น ทำไมต้องทำเหมือนคนอื่นเขาหมด แล้วความเป็นไทยของเราหายไปไหน ถ้าจะเอาชนะคะคานทางการเมือง ผมว่าประเทศชาติมันล่มสลาย ถ้ามันเกิดอย่างนั้นจริง ก็รอดูก็แล้วกัน แล้วทุกคนจะต้องอยู่บนแผ่นดินนี้ที่ร้อนระอุลุกเป็นไฟก็ว่ากันไปแล้วกัน ผมก็สุดกำลังสติปัญญาของผมแล้ว ถ้าจะถึงตอนนั้นอีกก็โอเคนะ”นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าดูเหมือนนายกฯไม่ค่อยสบาย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าเหนื่อยสิ ทำงานติดต่อกันหลายวัน ไม่ได้พัก

“บิ๊กป้อม ชี้เรือดำน้ำเรื่องจำเป็น

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้า พปชร. ให้สัมภาษณ์กรณีพรรค ปชป.มีมติไม่สนับสนุนการจัดซื้อเรือดำน้ำในชั้นกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ว่า เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ อย่ามาถามตน ให้ไปถามพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ ก็แล้วแต่คนที่เป็นกรรมาธิการเขาพิจารณากัน เมื่อถามว่าส่วนตัวมองว่าเราควรซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า“ความจริงมันดำเนินการไปหมดแล้วทางด้านเอกสาร แล้วสื่อคิดว่าควรซื้อหรือไม่ มันเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

ยันพร้อมเปิดเอกสารทั้งหมด

เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้มีการเปิดเผยหนังสือมอบอำนาจของทางรัฐบาลที่ให้ไปเซ็นสัญญาจีทูจีพล.อ.ประวิตรกล่าวว่าเปิดได้อยู่แล้วเอกสารต่างๆมีทั้งหมด เมื่อถามว่าไม่จำเป็นต้องทบทวนหรือชะลอเรื่องนี้ใช่หรือไม่พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าชะลอเรื่องการจ่ายเงินอย่างเดียวเพราะเรื่องยุทธศาสตร์กองทัพเรือ เขาเตรียมการมานานแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านก็มีกันทั้งนั้น เมื่อถามว่าหากเป็นเช่นนี้พรรค ปชป.น่าจะเข้าใจใช่หรือไม่พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าต้องไปถามปชป.และมองว่าจะไม่เป็นปัญหาในพรรคร่วม

‘จุรินทร์’ขอนับหนึ่งคุยในกมธ.

ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ หัวหน้าปชป.ให้สัมภาษณ์ที่ลูกพรรคขู่จะคว่ำงบประมาณซื้อเรือดำน้ำว่า า ในชั้น กมธ.เขาคงต้องรือกัน และกมธ.ของปชป.ก็จะไปพูดคุยหาข้อยุติใรที่ประชุมกรรมาธิการน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุดซึ่งจุดยืนของปชป.ที่มีการพูดคุยกันเมือวันที่ 25 ส.ค. เห็นว่าเรื่องความมั่นคง และเศรษฐกิจก็มีความสำคัญทั้งสองส่วน จะสร้างสมดุลอย่างไรในภาวะวิกฤติปัจจุบัน นั่นคือสิ่งที่ กมธ.ของพรรคจะไปหารือ ตนขอให้ได้คุยกันก่อน เชื่อว่าน่าจะมีทางออก

เมื่อถามว่า ส.ส.บางคนของพรรคอกมาระบุว่า ในการพิจารณาวาระ 3 ปชป.อาจจะโหวตสวนนายจุรินทร์ กล่าวว่า ยังไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น เพราะยังอยู่ในวาระ 2 ยังเชื่อว่าจะมีทางออก ส่วนการแถลงมติของพรรคเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เป็นสิ่งที่แถลงออกไป ขอนับหนึ่งจากขั้นแรกก่อน ให้กรรมาธิการของพรรคไปคุยกับที่ประชุมกรรมาธิการ ถ้าได้ข้อยุติจะทำให้การดำเนินการขั้นต่อไปสะดวกขึ้น เพราะหลังจากพ้นวาระ2 จะมีการนำไปพิจารณาในที่ประชุมสภาอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่วาระ3

เมื่อถามต่อว่า ได้นำมติของพรรคแจ้งให้นายกรัฐมนตรี แล้วหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ขอให้กรรมาธิการทำหน้าที่ก่อน อย่าเพิ่งไปไกลกว่านั้น จะเป็นการลัดขั้นตอน แล้วจะทำให้เกิดความสับสน และเรื่องนี้ตนก็ยังไม่ได้คุยกับนายกฯ

เทียบกับยกเลิกซื้อF18ไม่ได้

ในประเด็นดังกล่าว นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฏร ประธานที่ปรึกษาปชป.ไม่ขอให้ความเห็นเมื่อนักข่าวถามว่าถามว่ามีการหยิบยกเรื่องเรือดำน้ำไปเปรียบเทียบกับกรณีเมื่อปี 2541 สมัยที่นายชวนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการยกเลิกการจัดซื้อเครื่องบินรบ F18 นายชวน กล่าวว่า ต้องไปศึกษาข้อมูลแต่ละเรื่อง เพราะสมัยนั้นเป็นข้อมูลที่ต่างกัน ซึ่งกรณีนั้น ได้ขอให้ทางสหรัฐอเมริกาซื้อแทนเรา และสหรัฐฯขอให้เราเป็นประเทศแรกและประเทศสุดท้ายที่ทำเช่นนี้ เพราะสมัยนั้นไทย ไม่มีเงินจ่าย ค่าเงินเปลี่ยน สมัยนั้นทำสัญญาเอาไว้ และได้ทำสัญญาผูกมัดเอาไว้พอสมควร

ซึ่งต่างกับเหตุการณ์ปัจจุบัน คนละอย่างคนละแบบ สมัยนั้นสหรัฐฯ ยอมยกเลิกสัญญาและไม่คิดค่าปรับ เพราะมีเจตนาจะช่วย รวมทั้งวันสุดท้ายตนได้ขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ขอคืนมัดจำประมาณ 3,000 ล้าน บาท จากราคานับหมื่นล้านบาท ไม่มีเงินจ่ายก็บอกไปตรงๆ ว่าเราไม่มีเงินจ่าย ตอนนั้นเขาช่วยเหลือเราที่เจอปัญหาแบบนี้