Header Ads Widget

Responsive Advertisement

Ticker

6/recent/ticker-posts

เศรษฐกิจไทยเจ๊ง 4 ล้านล้านบาท ส่อทรุดยาวสองปีเสียหาย 7 ล้านล้านบาท พ่วงวิกฤติการเงิน หลังรัฐมือเติบกู้จนหนี้ท่วมประเทศ ตกงานอีกเพียบ

  

เศรษฐกิจไทยเจ๊ง 4 ล้านล้านบาท ส่อทรุดยาวสองปีเสียหาย 7 ล้านล้านบาท พ่วงวิกฤติการเงิน หลังรัฐเติบกู้ปีเดียวเฉียด 2 ล้านล้านบาท หนี้ท่วมประเทศ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤติทางการเงินการคลัง เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจดับหมดแล้ว ปีนี้ประเทศเสียหาย 4 ล้านล้านบาท รับสภาพรายได้ไม่พอรายจ่าย ไร้กระสุนเหลือเพื่อเยียวยาประชาชน ขณะที่ยอดตกงานกำลังจะพุ่งมากขึ้นนับล้านคน หากรัฐบาลไม่ใช้มาตรการอุ้มหนี้ต่ออีก 6 เดือน ผู้ประกอบการหลายรายต้องจำใจสั่งปลดพนักงาน แต่รัฐบาลกู้ปริ่มเพดานแล้ว ขณะที่คาดการณ์ตัวเลขภาษีที่เก็บได้น้อยลง 2563-2564 ไม่ต่ำกว่า 8 แสนล้านบาท

 

[[[ ไทยเจ๊ง 4 ล้านล้านบาท ]]]

ประเทศไทยสูญเสียรายได้หลักไปจากอุตสาหกรรม 2 กลุ่ม ได้แก่ นำเข้าส่งออกและการท่องเที่ยว ขอเริ่มจาก กลุ่มแรก นำเข้าส่งออก สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์ ปี 2563 ติดลบ 10% เท่ากับว่าเงินจะหายไป 5 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1.5 ล้านล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว คาดการณ์ว่าปีนี้รายได้จะหายไป 2 ล้านล้านบาท สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวปีนี้ติดลบ 75-80% โดยจะมีรายได้จากคนไทยเที่ยวไทยราว 5 แสนล้านบาท จากรายได้รวมเดิมปีละ 3 ล้านล้านบาท ขณะที่ตัวเลขรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงเป็นคำถามว่าจะเปิดประเทศในปีนี้ได้หรือไม่ ดังนั้นเมื่อรวมสองกลุ่มอุตสาหกรรมประเทศไทยเสียรายได้ไปแล้ว 3.5 ล้านล้านบาท เมื่อนำมารวมกับ การจัดเก็บภาษีที่พลาดเป้าอีก 4 แสนล้านบาท ส่งผลให้ปี 2563 ไทยเจ๊งแล้วเกือบ 4 ล้านล้านบาท เมื่อเงินลดลง ผู้ประกอบการก็ปลดคน ส่วนรัฐเก็บภาษีได้น้อยลง ย่อมกระทบต่อเงินเดินบัญชี ส่วนปี 2564 คาดการณืภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังคงซึมต่อเนื่อง อาจกลับมาเติบโตที่ 2-3% เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ติดลบ 10% เท่ากับว่า ตัวเลขรายได้ไทยจะยังคงติดลบอยู่ 8% เมื่อเทียบกับปี 2562 สะท้อนสถานการณ์รายได้ขาดมือจะอยู่ไปถึงปีหน้า หากนำมาเปรียบเทียบมูลค่าความเสียหายตามอัตราส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ปี 2564 ไทยคงต้องเสียหายทางรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านล้านบาท

 

[[[ 2563 ปีเดียว ไทยกู้ทะลุ 1 ล้านล้านบาท ]]]

ประเทศไทยอยู่ในสภาวะหนี้ท่วม ทั้งหนี้สาธารณะปริ่มเพดาน และหนี้ครัวเรือน ล้นเพดาน สะท้อนภาพเศรษฐกิจอ่อนแอ รัฐไม่มีเงินลงทุน ประชาชนไม่มีกำลังบริโภค ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่า 6 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตจากการลงทุนของภาครัฐ ตอกย้ำกำลังซื้อคนไทยอ่อนแอสะสมยาวนาน เพราะเงินไม่ลงถึงฐานราก และเสี่ยงจะโดนรัฐขูดรีดภาษีเพิ่มเพื่อรักษาสมดุลการเงินการคลัง ภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2563 ประเทศไทยกู้เงินไปแล้วมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น กู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 4.69 แสนล้านบาท กู้รายจ่ายมากกว่ารายได้ 2.14 แสนล้านบาท กู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจก้อนแรก 1 แสนล้านบาท กู้เงินเราไม่ทิ้งกัน 5.55 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามยังมีแผนกู้เงินที่รออยู่อีก 1.2 ล้านล้านบาท ได้แก่ กู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 แสนล้านบาท เงินอัดฉีดอุ้มเอกชนของธนาคารแห่งประเทศไทย 9 แสนล้านบาท และการกู้โควิดอีก 4.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินภาครัฐที่ช่วยอุ้มหนี้แบงก์-ลดเงินส่งกองทุนอีกปีละเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

 

[[[ ถังแตก ไม่ใช่ วาทกรรม ]]]

รัฐบาลพยายามออกมาปัดข่าวเรื่องถังแตกว่าเป็นวาทกรรมการเมือง แต่พฤติกรรมมันสะท้อนชัดอยู่แล้ว แค่กู้เงินมาโปะหนี้ปีนี้ยังสงถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องยอมรับว่า รัฐบาลถังแตกจริง และถังแตกมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ เพราะการขอกู้เงินเพื่อนำไปใช้ กรณีที่รายจ่ายมากกว่าเก็บรายได้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำกันทุกปี ต้องเป็นกรณีที่วิกฤตจริงๆ ถึงจะทำกัน เพราะหากไม่ทำเงินอาจจะไม่พอจ่ายเงินเดือนข้าราชการในที่สุด การที่รัฐบาลออกมาโต้ว่า รัฐบาลถังไม่แตก โดยอ้างว่ารัฐบาลยังมีเงินใช้จ่ายในการลงทุนและจ่ายเงินเดือนข้าราชการ โดยไม่มีปัญหา แต่รัฐบาลไม่ได้อธิบายว่าเงินนั้นมาจากกู้เงินเพิ่มมาใช้ หากรัฐบาลถังไม่แตกจริง รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า หากไม่กู้เงินฉุกเฉิน 2.14 แสนล้านบาท จะมีเงินจ่ายเพื่อการลงทุนและจ่ายเงินเดือนข้าราชการใน 2 เดือน สุดท้ายของปีงบประมาณ 2563 หรือเดือน ส.ค. และ ก.ย. นี้หรือไม่ หากไม่กู้เงินแล้วมีปัญหาดังกล่าว รัฐบาลก็ถังแตก เป็นความจริงที่หนีไม่พ้น

นอกจากนี้รัฐบาลถังแตก ยังหลอนรัฐบาลนี้ไปถึงปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 6 แสนล้านบาท ซึ่งการเก็บรายได้คาดว่าไม่ได้ตามเป้าไว้เหมือนปี 2563 ทำให้รัฐบาล จะต้องกู้เงินฉุกเฉินเพิ่มเติมกรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้อีก สุดท้ายไปฟังคำพูด ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า “ยอมรับว่าเศรษฐกิจประเทศอยู่ในจุดวิกฤติ ขอให้เข้าใจคำว่าสถานการณ์วิกฤติของประเทศไทยในเวลานี้ด้วย” นายกรัฐมนตรีกล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรี 18 ส.ค. 63