Header Ads Widget

Responsive Advertisement

Ticker

6/recent/ticker-posts

#ข่าวหน้า1 หลังแนวร่วมเยาวชน-ประชาชนปลดแอกแห่มากันแน่นพื้นที่ #ไทยรัฐออนไลน์

 

มากันแน่นราชดำเนิน ม็อบพรึบ ยันเรียกร้อง 3 ข้อ


ส.ว.กระตุกนายกฯ “คำนูณ” จี้ “บิ๊กตู่” เปิดเวทีสภาฯรับฟัง กลุ่มเยาวชนก่อนหายนะ “วันชัย” จับสัญญาณ ปชต. มาแรงถึงคราวเปลี่ยนแปลง พท. กำชับ ตร. ดูแลอย่าให้เกิดม็อบชนม็อบ สั่ง ส.ส.ทุกพื้นที่ เกาะติดคอยช่วยเหลือ “สมคิด” ยันไร้เบื้องหน้าเบื้องหลัง “ภราดร” มองรัฐบาลเริ่มครั่นคร้ามกระแสแรงขึ้น “ช่อ” วอนสื่อเป็นเวทีกลางพาสังคมเลี่ยงจุดจบ นองเลือด “ปิยบุตร” ถามรัฐจะกำจัดหรือรับฟังเด็กๆ ขอฝ่ายอนุรักษ์ที่ไม่บ้าคลั่งร่วมกันหาทางออก ศอปส. ยอมถอยสลายชุมนุมก่อนเวลา หลังแนวร่วมเยาวชน-ประชาชนปลดแอกแห่มากันแน่นพื้นที่ แอมเนสตี้จับตาเข้มสถานการณ์ไทย “บิ๊กตู่” สั่ง จนท.อดกลั้นห้ามใช้วิธีรุนแรงกับเด็ก เพื่อไทยดันสุดตัวโมเดล ส.ส.ร. “สมเจตน์” ค้านแหลกรื้อทั้งฉบับ

สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเยาวชน-ประชาชนปลดแอกมาถึงจุดล่อแหลมเมื่อกลุ่มตรงข้ามนัดชุมนุมต่อต้านในพื้นที่เดียวกันคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วง โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ว.ที่พยายามกระตุกเตือนนายกฯให้เปิดเวทีรับฟังเสียงเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนก่อนสายเกินไป

“คำนูณ” กระทุ้ง “บิ๊กตู่” ก่อนหายนะ

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 16 ส.ค. นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “165 รหัสหยุดยั้งหายนะ?” พร้อมนำคลิปรายการ The Key ไขการเมืองเรื่องใกล้ตัว ที่เคยเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 แม้สถานการณ์พัฒนาไปมากแล้ว แต่ยังเชื่อว่าโดยสารัตถะเนื้อหาที่นำเสนอไป ยังไม่ล้าหลังสถานการณ์ หลักการคือทำให้รัฐสภาเป็นเวทีประนอมอำนาจ เพราะสมาชิกทุกคนของทั้ง 2 สภา ล้วนเป็นผู้แทนกลุ่มความคิดในสังคมไทยส่วนจะได้ผลแค่ไหนอย่างไร ยังเชื่อว่าอย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามในการรั้งความขัดแย้งให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบ หากไม่เลือกทางนี้สุดท้ายจะเหลือแค่ 2 ทาง ทางหนึ่งคือทางที่เคยชิน-รัฐประหารอีกครั้ง หรืออีกทางเป็นพรมแดนใหม่-ประชาชนลุกขึ้นปฏิวัติ หากประเมินสถานการณ์ ณ วันนี้มีโอกาสจะไปจบที่สงครามกลางเมืองย่อมๆ ประเทศไทยจะตกลงไปสู่หุบเหวแห่งหายนะ

“วันชัย” จับสัญญาณ ปชต.มาแรง

นายวันชัย สอนสิริ ส.ว. กล่าวว่า มีคนถามมาเยอะที่ตนเสนอให้ ส.ว.ไม่ต้องโหวตเลือกนายกฯ และแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหลายเรื่องมีสัญญาณมาจากใคร ขอเฉลยไม่อ้อมค้อม คือ 1.จากความสำนึก เศรษฐกิจ สังคม การเมืองต้องเปลี่ยนแปลง แม้แต่รัฐธรรมนูญถึงคราวเปลี่ยนแปลงไม่ควรแข็งขืน2.เสียงเรียกร้องจากประชาชนทั้งในสภาและนอกสภา แม้รัฐบาลจะอยู่ด้วยเสียงส่วนใหญ่ในสภา แต่ในความเป็นจริงก็ล้มมาจากเสียงส่วนใหญ่นอกสภา 3.สัญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มันมาเร็วเกินคาด และเร็วมาก ที่ต้องยอมรับความเป็นจริงแห่งประชาธิปไตย จะเป็นแบบผสมผสานอย่างที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้คงไม่ได้ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าต้องรีบส่งต่อประชาธิปไตย 4.หมดเวลาที่เราจะมาขัดแย้งกันแย่งอำนาจ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันฝ่าฟันวิกฤติไปให้ได้ เมื่อเวลามันไล่ล่ามาเช่นนี้จึงต้องประนอมอำนาจกันให้ลงตัว ได้กันบ้าง เสียกันบ้าง เอาประเทศชาติประชาชนเป็นตัวตั้ง อย่าเอาแพ้เอาชนะต่อกันไม่ต้องให้ใครส่งสัญญาณ ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แม้จากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ถ้ายืนอยู่บนความถูกต้อง จะอยู่ตรงไหนก็ใช่ ใครจะคิดอย่างไรก็ช่าง

 

“สมเจตน์” ค้านตั้ง ส.ส.ร.รื้อทั้งฉบับ

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว. กล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อกำหนดให้มีส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้ลูกมาฆ่าแม่ ถือเป็นการกระทำล้มล้างรัฐธรรมนูญ กรณีลักษณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐาน เมื่อปี 2555 ครั้งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่ากระทำมิได้ หากจะกระทำต้องไปขอประชามติเสียก่อน จึงขอยกมือคัดค้านการแก้ไขมาตรา 256 ว่าทำไม่ได้เด็ดขาด เปรียบเหมือนไปเปิดโอกาสให้เขารื้อบ้านเราทิ้งแล้วสร้างใหม่ ไม่รู้ว่าเขาจะยังคงบานประตูและหน้าต่างที่เราชอบไว้หรือเปล่า และเมื่อถึงช่วงนั้นไม่ว่าเราจะทักท้วงอย่างไร เขาก็ไม่ฟัง จึงเป็นการยากที่เราจะได้บานประตู และหน้าต่างที่เราชอบกลับคืนมา และจะมั่นใจได้อย่างไรว่าส่วนที่ดียังคงอยู่ เงื่อนไขต่างๆ อาจทำได้ แต่ก็ไม่ง่าย ต้องผ่านกระบวนการความเห็นพ้องต้องกันเสียก่อน

พท.ถกคณะทำงานดูแลม็อบ นศ.

วันเดียวกันที่พรรคเพื่อไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี ประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ในคณะกรรมาธิการการปกครองสภาฯ ร่วมประชุมแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา น.อ.อนุดิษฐ์แถลงหลังการหารือว่า การชุมนุมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐต้องดูแลความปลอดภัย เมื่อมีการตั้งคณะทำงานของ กมธ.ปกครองขึ้นมา พรรคจึงประชุมวางแนวทางการดำเนินการสังเกตการชุมนุม ทั้งในพื้นที่ กทม. และเวทีคู่ขนานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ

“สมคิด” ยันไร้เบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายสมคิดกล่าวว่า เรามาจากประชาชนจะนิ่งดูดายไม่ได้ วันนี้คณะทำงานติดตามการชุมนุมแต่ละจังหวัด จะเข้าไปดูแลสถานการณ์การชุมนุมในทุกพื้นที่ ทำงานภายใต้กติกาของสภาฯ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง แต่จะช่วยอำนวยความสะดวก สังเกตการณ์และประสานเจ้าหน้าที่ เรากลัวเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ จึงทำหนังสือไปถึง ผบ.ตร.ว่า คณะทำงานจะเข้าพื้นที่การชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์ ไปตั้งโต๊ะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ระหว่างถนนดินสอ-ซอยราชดำเนินกลาง-เหนือ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. หากนิสิตนักศึกษาโดนละเมิดสิทธิให้เข้ามาแจ้งจะมี ส.ส.กทม.ของพรรคคอยอำนวยความสะดวก และประสานความช่วยเหลือ ที่ผ่านมามีญาติของนักศึกษา 4 คนใน 32 คน ที่โดนออกหมายเรียก ประสานจะมาพบตนในวันที่ 18 ส.ค. เพราะหวั่นเกรงเรื่องความปลอดภัย ขอฝากเจ้าหน้าที่ให้ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างละเอียด อย่าให้เกิดการเผชิญหน้าจนเป็นม็อบชนม็อบ เพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย วันนี้บทบาทของ ส.ส.จะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง

“ภราดร” จี้ ตร.อย่าให้ม็อบชนกัน

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะ กรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องกำหนดมาตรการเข้มข้น อย่าให้มีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเด็ดขาด เพราะอาจบานปลายได้ พิจารณาข้อเรียกร้องประกอบกับกลยุทธ์การชุมนุมของขบวนการนักศึกษาที่ผ่านมา ถือเป็นการไหลมาบรรจบของบรรดาแฟลชม็อบ ทำให้รัฐบาลครั่นคร้าม และต้องพิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องโดยเร็ว มิฉะนั้นบรรยากาศกระหึ่มของการชุมนุมใหญ่แบบนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ท้ายที่สุดในอนาคตอันใกล้ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองตามมา แต่จะออกมาในรูปแบบใดต้องเฝ้าติดตามดูกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

เดินหน้าดันโมเดล ส.ส.ร.เต็มที่

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า วันที่ 17 ส.ค. ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งหมดจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร สาระสำคัญยังอยู่ที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เปิดทางไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. จากนั้นจะรอฟังกระแสสังคมเพื่อยื่นร่างแก้ไขของแต่ละพรรคฝ่ายค้านเพิ่มเติมต่อไป หากที่สุดแล้วไม่สามารถผลักดันการแก้ไขมาตรา 256 ได้ เราจะเดินหน้าแก้เป็นรายมาตราต่อไป โดยเฉพาะประเด็นตัดอำนาจ ส.ว.โหวตเลือกนายกฯ และรูปแบบการเลือกตั้ง แต่เราอยากให้มีการตั้ง ส.ส.ร.

ห่วงรัฐบาลไม่จริงใจรับฟัง นศ.

นายสุทินยังกล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาว่า การที่กลุ่มต่อต้านนักศึกษานัดชุมนุมใน พื้นที่เดียวกัน แม้จะยืนยันว่าไม่มีการปะทะ แต่คงวางใจไม่ได้เสียทีเดียว เพราะอารมณ์วัยรุ่นและบรรยากาศทางการเมืองจะชักจูงสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรงได้ อยากฝากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาล ให้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวัง รัฐบาลต้องอดทนใจกว้างรับฟังทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ น่าเสียดายที่รัฐบาลยังไม่รับฟังความเห็นของนักศึกษาอย่างจริงใจ เชื่อว่าหากรับฟังสถานการณ์จะไม่ บานปลาย แต่ขณะนี้ยังมีเวลาขอให้รัฐบาลมารับฟังด้วยตัวเอง อย่ารอใช้สภาฯ เป็นตัวช่วย เพราะไม่ทันต่อสถานการณ์

อย่าแฝงตัวนอกเครื่องแบบ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรับฟังข้อคิดเห็นของนักศึกษา วันนี้ต้องถือว่าพลังของ นักศึกษาเป็นพลังที่บริสุทธิ์ เชื่อว่าความคิดเห็นนั้นเป็นความคิดเห็นที่เกิดจากการต้องการที่จะเห็นประเทศ มีการพัฒนาดีขึ้น ส่วนเหตุการณ์จะบานปลายหรือไม่นั้น เป็นข้อกังวลเรื่องหนึ่ง เพราะการชุมนุมแต่ละครั้งถ้าเจ้าหน้าที่ดูแลโดยไม่ใช่การคุกคาม คิดว่าเรื่องร้ายแรง จะไม่เกิดขึ้น อยากวิงวอนรัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่ไปอำนวย ความสะดวก และต้องเป็นการเปิดเผย อย่าแต่งกายนอกเครื่องแบบ หรืออะไรที่เป็นที่สงสัย ไม่อยากให้มี ประเด็นแทรกซ้อนที่เป็นเหตุอันไม่พึงประสงค์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเรื่องที่ฝ่ายค้านถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลังการชุมนุมนั้น เป็นการทำหน้าที่ตามกระบวนการรัฐสภา อยู่แล้ว ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นหนังสือเพื่อให้มีการแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญ วันที่ 17 ส.ค. ยืนยันว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลังม็อบนักศึกษาแต่อย่างใด

“ช่อ” วอนสื่อทำหน้าที่เวทีกลาง

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมมณีจันทร์รีสอร์ท จ.จันทบุรี คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การ สื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมทางการเมือง จัดเวที เสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสถานการณ์การเมือง โดยมีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก ประธานกมธ.ฯ น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส.จันทบุรี พรรคก้าวไกล นายศิริพงษ์ รัศมี ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า และนายชำนาญ จันทร์เรือง อดีตกรรมการบริหารพรรค อนาคตใหม่ เข้าร่วม น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ผู้ที่จะทำ หน้าที่สนับสนุนการพูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หลีกเลี่ยงการสร้างความเกลียดชังและการ นองเลือด นอกจากสภา รัฐบาลคือสื่อมวลชน ที่ผ่านมา ในฐานะอดีตสื่อกังวลใจอยู่ว่าข้อเสนอและจุดยืนของ นักศึกษา ไม่ถูกนำเสนอในสื่อหลักส่วนใหญ่ มีเพียงการนำเสนอแบบปลุกปั่นโดยสื่อบางสื่อโหมกระพือวาทกรรมชังชาติ-ล้มเจ้า อาจเป็นการเปิดทางให้นักศึกษา ตกเป็นเป้าของการใช้ความรุนแรง ทั้งจากรัฐและ ประชาชนเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

พาสังคมเลี่ยงจุดจบนองเลือด

น.ส.พรรณิการ์กล่าวอีกว่า แต่ขณะนี้สื่อเริ่มปรับตัว โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ เริ่มกล้านำเสนอข้อเท็จจริงในข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ของนักศึกษามากขึ้น สื่อทีวี ช่องใหญ่ๆเริ่มเชิญนักการเมือง นักวิชาการที่เห็นต่างมุม มาถกเถียงแลกเปลี่ยนกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและ อยากเรียกร้องให้สื่อทำหน้าที่สื่อกลาง เวทีกลางแลก เปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างฝ่ายนักศึกษากับฝ่ายรัฐ และกลุ่มอนุรักษนิยมอย่างมีเหตุผล ยึดหลักการเลี่ยง ความขัดแย้งเกลียดชัง ที่อาจนำไปสู่เหตุนองเลือดได้ ในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ นี่คือโอกาสที่สื่อจะได้ แสดงบทบาทตามจรรยาบรรณ มีโอกาสจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่าเป็นเสียงแห่งเหตุผล ไม่ใช่เครื่องผลิตความเกลียดชัง เป็นผู้เปิดเวทีให้คนคิดต่างมาคุย หาทางออกร่วมกัน พาสังคมไทยเลี่ยงจุดจบนองเลือด เดินหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างสันติได้

ฉะ “ลุงตู่” พูดอย่างทำอย่าง

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก ประธานกมธ.พัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า กมธ.ฯ จะติดตามตรวจสอบ การทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าเที่ยงตรงเป็นธรรมหรือไม่ เนื่องจากเป็น องค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของสื่อโดยตรง ส่วนกรณีเสนอข่าวเท็จ สร้างความเกลียดชัง เป็นหน้าที่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการตามกฎหมาย และจะติดตาม บทบาทของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่ดูแลเรื่องข่าวปลอมและการใช้โซเชียลมีเดียด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือหลังจบการชุมนุมจะมี ประชาชนอีกกี่คนถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ ขอเรียกร้อง ไปยังนายกฯ ให้พิสูจน์คำพูดลูกผู้ชายของท่านสักครั้ง เพราะไม่แน่ใจว่าความหมายของการขับเคลื่อนประเทศ ให้ดีขึ้นของนายกฯ จะมีความหมายเดียวกับประชาชนหรือไม่ แต่ถ้าดูจากการกระทำที่ปากพูดว่าจะฟังจะหาทางออกร่วมกับผู้ชุมนุม แต่การกระทำคือ จับกุม ยัดข้อหา เร่งรัดการดำเนินคดีกับแกนนำ ส่งเจ้าหน้าที่ไป ข่มขู่คุกคามแกนนำและครอบครัว ทำอย่างหน้าตาเฉย ให้สัมภาษณ์อย่างน่าละอายว่าไม่รู้เรื่อง ไม่ได้สั่งการ รัฐบาลควรแสดงความจริงใจรับฟัง ไม่ใช่จบเวทีไหน ตามจับทันที

“ปิยบุตร” ถามจะกำจัดหรือรับฟัง

ที่อาคารไทยซัมมิท ทาวเวอร์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวบรรยายในหัวข้อ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ระบุว่า ข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ ทั้งหมดคือเรื่องการจัดวางตำแหน่งของสถาบันให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เคียงคู่กับประชาธิปไตย ข้อเสนอ 10 ข้อเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เชื่อว่ามีคนจำนวนมากไม่เห็นด้วยติดใจกับท่าทีการแสดงออก แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปลบเหตุการณ์นี้ได้ ดังนั้นทางจัดการมีแค่ 2 ทาง คือ 1.กำจัดให้หมดสิ้นไป หรือ 2.ยอมรับ รับฟัง และนำมาเป็นประเด็นสาธารณะให้ถกเถียงกันได้

ขอฝ่ายอนุรักษ์ร่วมหาทางออก

นายปิยบุตรกล่าวว่า ทางเลือกแรกไม่มีทางจัดการปัญหาได้ ทำได้แต่เพียงให้คนเห็นต่างหายไปช่วงหนึ่ง และท้ายที่สุดวนกลับมาที่เดิม ไม่เป็นคุณต่อใครทั้งสิ้น เป็นการฆ่าอนาคตของชาติ ทางเลือกที่ถูกต้องคือทางเลือกที่สอง ต้องเป็นเรื่องที่อภิปรายได้เหมือนประเด็นอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ต้องสามารถอภิปรายได้ด้วยความปรารถนาดี ด้วยความรัก เคารพ จริงใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อแสวงหาทางออกร่วมกัน ทั้งหมดนี้เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย อยากส่งเสียงไปถึงฝ่ายอนุรักษนิยม ชนชั้นนำจารีตประเพณีที่มีเหตุผล มีสติปัญญา ไม่ได้บ้าคลั่ง เราต้องช่วยกันอย่าให้มีใครหยิบยกนำพาเรื่องเหล่านี้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นต่อคนในชาติ อยากให้ช่วยกันส่งเสียงหน่อย เสียงของท่านจะช่วยประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้ไปต่อได้ เพราะถ้าไม่ออกมาเลย ฝ่ายคลั่ง ฝ่ายกระหายเลือดจะผลักประเด็นนี้ให้เป็นความขัดแย้งของคนในชาติ ให้เป็นความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นหนึ่งกับคนอีกรุ่นหนึ่ง

“นิพิฏฐ์” ชี้แก้ รธน.ลดดีกรีร้อนได้

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องของนักศึกษา พรรคการเมือง และประชาชน 3 ส่วนนี้มีเงื่อนไขการแก้ที่ต่างกัน ถ้ามีการเริ่มต้นแก้ไขจริงจังจะช่วยลดความรุนแรงของมวลชนได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องดูรายละเอียดการแก้ไขของรัฐสภา หรือพรรคการเมืองว่าเพียงพอต่อความต้องการ ของผู้ชุมนุมหรือไม่ เพราะยังไม่มีใครบอกได้ว่าอนาคตจะแก้มาตราไหนบ้าง ใช้เวลาเท่าไหร่ อย่างไร เงื่อนไขข้างต้นจึงต้องมีความชัดเจน แม้จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ส่วนตัวก็มองว่าลดกระแสต้านได้แค่ระดับหนึ่งเหมือนกัน ถ้าส่วนอื่นยังไม่ชัดเจน

แต่ต้องมีร่างพิมพ์เขียวก่อน

“ผมพูดแต่แรกแล้วว่าต้องมีพิมพ์เขียวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนกับการสร้างบ้าน ถ้าอยู่ๆเรามอบให้ ส.ส.ร.เป็นสถาปนิกออกแบบบ้านตัดสินใจได้อย่างสิ้นเชิง เขาอาจแก้แบบบ้านจาก 5 ชั้น เหลือ 1 ชั้นก็ได้ ถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้เจ้าของบ้านจะพอใจไหม จึงต้องมีพิมพ์เขียวเสียก่อนว่าจะออกแบบบ้านอย่างไร สมมติว่าถ้าวุฒิสภาอยู่แบบเดิม ผู้ชุมนุมจะยอมเหรอ ดังนั้นต้องมีพิมพ์เขียวแก้รัฐธรรมนูญว่าวุฒิสภา การเลือกนายกฯ การเลือกตั้ง องค์กรอิสระ จะเอาอย่างไรเสียก่อน” นายนิพิฏฐ์กล่าว

2 กลุ่มเริ่มจับจองชัยภูมิที่มั่น

สำหรับบรรยากาศการนัดหมายชุมนุมของ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเยาวชน-ประชาชนปลดแอก ที่นัดหมายชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาก่อนหน้า อีกกลุ่มคือ ศูนย์กลางประสานนักศึกษาอาชีวะ ประชาชนปกป้องสถาบัน (ศอปส.) ที่เพิ่งนัดหมายมาชุมนุมในพื้นที่เดียวกัน ตั้งแต่ช่วงสายวันเดียวกันนี้ กลุ่ม ศอปส.เริ่มทยอยมาปักหลักที่หน้าร้านอาหารเมธาวลัย ศรแดง ส่วนใหญ่สวมเสื้อสีเหลืองและสีน้ำเงิน ผูกริบบิ้นลายธงชาติไว้ที่ข้อมือหรือศีรษะเป็นสัญลักษณ์ พร้อมนำเครื่องเสียงเปิดเพลง “เราสู้” และ “หนักแผ่นดิน” พร้อมยืนเรียงแถวหน้ากระดานโบกธงชาติหันหน้าไปทางฝั่งตรงข้าม ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์มีกลุ่มมวลชนประมาณ 40-50 คน นำโดยนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ แกนนำกลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย ที่เข้ามาปักหลักรักษาพื้นที่การชุมนุมให้กลุ่มนักศึกษา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กกันพื้นที่ชุมนุมให้อยู่บนขอบฟุตปาท พร้อมจัดเตรียมกำลัง 4 กองร้อย กองร้อยละ 150 คน จาก สน.ชนะสงคราม บก.น.1 และ บก.น.6 ดูแลรอบๆพื้นที่ชุมนุม จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 191 ดูแลตามจุดทุกมุมทุกแยก ป้องกันมือที่ 3 มาก่อเหตุ

ศอปส.ส่งคนแฝงตัว “ปลดแอก”

นายสุเมธ ตระกูลวุ่นหนู ผู้ประสานงาน ศอปส. กล่าวว่า ศอปส.ช่วยกันลงขันในการเคลื่อนไหวจนถึงวันนี้ด้วยงบแค่ 150,000 บาท ยืนยันว่าไม่มีนักการเมืองมาหนุนหลัง ทุกคนมาด้วยหัวใจ การชุมนุมวันนี้จะอยู่เฉพาะในพื้นที่ ไม่มีการยั่วยุ ถ้ายั่วยุโจมตีสถาบันก็จะอยู่เฝ้าสังเกตการณ์ไปจนกว่าฝั่งตรงข้ามจะหยุดหรือเลิกชุมนุมในเวลา 21.00 น. และจะเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งภาพและเสียงเป็นหลักฐานประกอบคำร้องยื่นต่อ ผบ.ตร. ในวันที่ 17 ส.ค. มีการส่งคนจำนวนหนึ่งไปฝังตัวอยู่ในกลุ่มเยาวชนปลดแอกแล้ว

มีกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย

ต่อมาเวลา 14.30 น. มวลชนทั้งสองฝ่ายทยอยเข้าพื้นที่ชุมนุมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนปลดแอก เข้ามาอย่างหนาแน่น มีบางส่วนที่เข้ามาทางสะพานผ่านฟ้าต้องเดินผ่านกลุ่ม ศอปส. แกนนำจึงประกาศให้เจ้าหน้าที่ช่วยอำนวยความสะดวก ให้มองเป็นลูกหลาน จนมวลชนเริ่มล้นไปถึงฝั่ง ศอปส. จนเจ้าหน้าที่ตำรวจหวั่นอาจเกิดการยั่วยุจนถึงขั้นปะทะกัน จึงขอให้ ศอปส.เลิกชุมนุมก่อนกำหนด ซึ่งทางแกนนำ ศอปส.ยอมตามคำขอร้องและประกาศให้แนวร่วมสลายตัวในเวลา 16.00 น. พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่พ่ายแพ้ แต่ถือว่าได้แสดงเจตนารมณ์ในการปกป้องสถาบันแล้ว ทั้งนี้ขณะที่กลุ่ม ศอปส.ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี มวลชนพากันตะโกนคำว่า “ทรงพระเจริญๆๆ” ขณะที่กลุ่มประชาชนปลดแอกตะโกนว่า “เผด็จการจงพินาศ” ทำให้กลุ่ม ศอปส.บางส่วนไม่พอใจชี้หน้าฝั่งตรงข้าม ทำให้ทั้งแกนนำและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบกันไม่ให้เผชิญหน้ากัน

“Free People” ตอกย้ำจุดยืน 3 ข้อ

ที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ กลุ่มประชาชนปลดแอก หรือ Free People นำโดยนายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี นิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.ศุกรียา วรรณายุวัฒน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นายสิรภพ อัตโตหิ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประธานสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) นายณัฐชนน ไพโรจน์ คณะรัฐศาสตร์ มธ. นายกานต์นิธิ ลิ้มเจริญ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นายภานุมาศ สิงห์พรหม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ฯลฯ จัดการชุมนุมปราศรัยใหญ่ “#ขีดเส้นตายไล่เผด็จการ” ตอกย้ำ 3 ข้อเรียกร้อง คือ หยุดคุกคามประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และยุบสภา ภายในจุดยืน 2 ข้อคือต้องไม่มีการรัฐประหาร ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติ และอีก 1 ความฝัน สำหรับการชุมนุมในครั้งนี้ โดยแจ้งการชุมนุมกับ สน.ชนะสงคราม ขอใช้พื้นที่ตั้งแต่บริเวณสี่แยกคอกวัวจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฝั่งถนนราชดำเนินกลางขาออก พร้อมระบุว่าจะมีผู้เข้าร่วมชุมนุมราว 1 หมื่นคน

ย้อนเหตุสลายชุมนุมเรียกน้ำย่อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนการชุมนุมจะเริ่มขึ้นเวลาประมาณ 11.00 น. กลุ่มเลือกข้างประชาธิปไตย นำโดยนายภัทรพล ธนเดชพรเลิศ หรือไก่บิ๊กแมน นัดหมายมวลชนเดินทางมาสนับสนุนการชุมนุมของนักศึกษา โดยปักหลักยึดพื้นที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา และร้านแมคโดนัลด์ พร้อมปราศรัยโจมตีรัฐบาล เรื่องการบริหารประเทศที่ล้มเหลว สืบทอดอำนาจ และคุกคามประชาชนที่เห็นต่าง โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงกว่า 300 คนเข้าร่วมด้วย มีการนำอาหารและน้ำดื่มมาให้บริการแจกจ่ายในพื้นที่ชุมนุมหลายจุด นอกจากนี้ทางกลุ่มยังได้แสดงละครล้อเลียนเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาฯ 53 ในวัด ปทุมวนาราม พร้อมกล่าวประณามการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้น เป็นการเรียกน้ำย่อยเหมือนเพิ่มดีกรีความโกรธแค้นให้กับมวลชนเสื้อแดงที่เข้าร่วม

ตั้งการ์ดอาสาดูแลความปลอดภัย

ส่วนบริเวณหน้าอาคารศูนย์ภาษาสากล ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่ นายกรกต แสงเย็นพันธุ์ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และนายสมบัติ ทองย้อย อดีตการ์ดของกลุ่ม นปช. รวมตัวจัดตั้งเต็นท์กลุ่มอาสาประชาชน รวบรวมกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาเป็นการ์ดอาสาดูแลความปลอดภัยให้ม็อบนักศึกษา โดยมีกลุ่มนักศึกษา 3 พระจอม กลุ่มฟันเฟืองประชาธิปไตย กลุ่มนักศึกษาอาชีวะ และมวลชนเสื้อแดงกว่า 50 คน รวมตัวกันมาสมัครเป็นการ์ดออกเดินดูความเรียบร้อย ทางกลุ่มได้รับการกำชับว่าห้ามใช้ความรุนแรงและให้กันตัวผู้ที่ก่อความวุ่นวายออกจากพื้นที่ชุมนุม


 

เด็กๆทยอยเข้าพื้นที่ชุมนุมจนล้น

ต่อมานายสิรภพ อัตโตหิ นิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในแกนนำกล่าวปราศรัย ท่ามกลางเหล่าเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เริ่มทยอยเข้าพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาของกลุ่มเยาวชนปลดแอก เริ่มปิดการจราจรตั้งแต่สี่แยกคอกวัวจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มทยอยลงมาปักหลักชุมนุมบนท้องถนน พร้อมส่งเสียงตะโกนไชโยโห่ร้อง ต่อมานายสิรภพ ทำการเคลื่อนขบวนมวลชนออกไปตั้งเวทีปราศรัย ที่สี่แยกคอกวัว โจมตีรัฐบาล พร้อมเชิญชวนมวลชนเยาวชนหนุ่มสาวตะโกนขับไล่รัฐบาล และร้องรำ ทำเพลงแบบเดียวกับการรับน้อง เรียกเสียงเฮจากเยาวชนดังลั่น

ลั่นต้องกำจัด ส.ว.อันดับแรก

จากนั้นแกนนำและทีมงานได้ทำการติดตั้งเวทีปราศรัยและเครื่องเสียงบริเวณกลางแยกไฟแดงถนนราชดำเนินกลาง ท่ามกลางเยาวชนวัยรุ่นหญิงชายเข้าร่วมเต็มพื้นที่ จนต้องปิดถนนราชดำเนิน โดย น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำกลุ่ม ขึ้นเวทีคนแรกประกาศเน้นย้ำในข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 2 เงื่อนไข 1 ความฝัน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ว.เป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเป็นอันดับแรก เพราะไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ประชาชน สมควรเรียกสอพลอมากกว่า ส.ว. ประชาชนจะต่อสู้จนกว่าแสงสว่างประชาธิปไตยจะเกิด ขณะที่กลุ่มนักเรียนมัธยมหญิงชาย ที่ใช้ชื่อกลุ่มนักเรียนเลว นำโดย น.ส.ปพัชชา บู่สังข์ ปราศรัยโจมตีความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยที่ขาดความเท่าเทียม ก่อนจบปราศรัยยังได้ชวนผู้ชุมนุมร้องเพลง ลามะลิลา เนื้อหาเสียดสีผู้ใหญ่ตอนหนึ่งระบุว่า “ขึ้นต้นเป็นทหาร พออยู่นานไปได้เข้าไปนั่งในสภา” ทั้งนี้ยิ่งเย็นผู้เข้าร่วมชุมนุมยิ่งแน่น จนการปราศรัยต้องสั่งพักการชุมนุมชั่วคราว เพื่อปรับการนั่งใหม่ ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมที่เพิ่งมาได้มีที่นั่ง

2 ม็อบเมืองคอนแสดงพลัง

ที่สนามสวนศรีธรรมโศกราช อ.เมืองนครศรีธรรมราช กลุ่มผู้ชุมนุมในนามพสกนิกรผู้จงรักภักดีนครศรีธรรมราช ประมาณ 300 คน ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีปกป้องสถาบัน โดยสวมเสื้อสีเหลืองแสดงความจงรักภักดี ขณะที่บริเวณมุมน้ำพุ สนามหน้าเมือง ห่างจากกลุ่มแรกประมาณ 200 กว่าเมตร มีกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา จำนวนหนึ่งมารวมตัวปราศรัยโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีกำลังตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบมาดูแลรักษาความสงบ ขณะปราศรัยได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้สลายตัวไปในที่สุด

เสียงกรี๊ดลั่น “เพนกวิน” เข้าม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมในช่วงเย็นเป็นไปด้วยความคึกคัก มวลชนแนวร่วมประชาชนปลดแอกที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา เดินทางเข้าร่วมชุมนุมเต็มแน่นพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินขาเข้าและออก ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่แกนนำผลัดกันขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด เน้นย้ำในข้อ เรียกร้องของทางกลุ่ม ทำกิจกรรมเล่นเวฟและเปิดไฟแฟลชโทรศัพท์มือถือ สร้างความคึกคักให้การชุมนุม กระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แกนนำคนสำคัญของ สนท. ที่เพิ่งได้รับการประกันตัวเดินทางเข้ามายังพื้นที่ชุมนุมพร้อมกับ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษาคณะสังคมวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องและโบกมือให้กำลังใจ

“อนุดิษฐ์” โวยใส่ กสทช.-ดีอีเอส

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คณะทำงานติดตามการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน เปิดเผยว่า เข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมตั้งแต่ช่วงบ่าย พบว่าสถานการณ์ทั่วไปเรียบร้อยดี แต่พอช่วงเย็นเมื่อมีผู้ชุมนุมทยอยร่วมการชุมนุมมากขึ้น ปรากฏว่าการสื่อสารในรูปแบบ ต่างๆทั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์ เริ่มมีปัญหาไม่สามารถใช้งานได้ ถือเป็นเรื่องผิดปกติเพราะการที่มีผู้ชุมนุมมารวมกันในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ผู้ให้บริการทุกเจ้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของช่องสัญญาณเพื่อให้การสื่อสารราบรื่นไม่ติดขัด แต่ในการชุมนุมครั้งนี้กลับเกิดปัญหาเหมือนกับผู้ให้บริการละเลยหรือไม่ ไม่อยากคิดว่าเกิดจากการขอความร่วมมือเพื่อปิดกั้นการสื่อสาร เพราะหากเป็นเช่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดจริยธรรมอย่างรุนแรง จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบตรวจสอบเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะผู้ให้บริการทุกเจ้า กสทช. และกระทรวงดีอีเอส ในฐานะคณะทำงานฯจะรายงานให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทุกคณะรับทราบ และเรียกผู้ให้บริการ กสทช. กระทรวงดีอีเอส และผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามตรวจสอบในเรื่องนี้ต่อไป ว่ามีการกระทำที่ลิดรอนสิทธิของผู้ใช้บริการที่มาร่วมชุมนุมหรือไม่

เจ้าของ “ประเทศกูมี” ร่วมแจม

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอกในช่วงค่ำ มีการแสดงดนตรีของกลุ่มศิลปิน “แร็ป rad” เจ้าของผลงานเพลงประเทศกูมี และการ แสดงดนตรีแนว EDM หรืออิเล็กทรอนิกส์แดนซ์จากดีเจชื่อดัง สร้างความคึกคักให้มวลชนวัยรุ่นที่เข้าร่วม ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทางทหารและตำรวจ ได้ประเมินสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก ว่ามีผู้เข้าร่วมชุมนุมราวๆกว่าหมื่นคน

สื่อนอกเกาะติดชุมนุมปลดแอก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันสื่อต่างประเทศเกาะติดรายงานสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มประชาชน ปลดแอก อาทิ สำนักข่าวเอพี รายงานระบุว่า กลุ่ม เยาวชน-ประชาชนปลดแอก ชุมนุมกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศข้อเรียกร้องต่างๆ รวมทั้งให้รัฐบาลลาออกและแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเป็น การชุมนุมที่บางส่วนได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหว เพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง ที่อ้างว่าไม่มีแกนนำชัดเจน ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางสื่อสารนัดหมายชุมนุม และหาการสนับสนุนจากสาธารณะ

ด้านเอพีรายงานว่า การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนฯ วันนี้ อาจเป็นการทดสอบกระแสและแรงสนับสนุน ว่า จะมีมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัย ขณะที่กลุ่ม ศอปส.ได้ชุมนุมกันในพื้นที่ใกล้เคียง ท่ามกลางการดูแลรักษาความสงบของตำรวจหลายร้อยนาย

ส่วนรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนรวมตัวที่กรุงไทเปของไต้หวัน แสดงการ สนับสนุนกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวไทยด้วย แต่ข่าวไม่ระบุรายละเอียดอื่นๆ

ฮิวแมน ไรท์สเผยมีจับแกนนำเพิ่ม

ขณะที่เว็บไซต์สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ว่า นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ส วอทช์” (HRW) ภูมิภาคเอเชีย ระบุมีรายงานว่า ตำรวจ มีแผนจับผู้ประท้วงอีกอย่างน้อย 31 คน รวมทั้งแกนนำ นักศึกษาหลายคนภายในไม่กี่วันนี้ การจับกลุ่มนัก เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยโดยสงบรอบใหม่ เป็นการแสดงถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจเผด็จการของรัฐบาลไทย ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน การประท้วงโดยสันติและการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง ไม่ควร เป็นการกระทำผิดทางอาญา

แอมเนสตี้จับตาสถานการณ์ไทย

ขณะที่องค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย” ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ระบุว่า เปิดตัว “อาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุม” เพื่อสังเกตการณ์และบันทึกข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมสาธารณะ โดยจะเริ่มในเดือน ส.ค.นี้ พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ “ม็อบ ดาตา ไทยแลนด์” (Mob Data Thailand) ร่วมกับโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เพื่อเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างฐานข้อมูลการชุมนุมภาคประชาชนอาสาสมัครสังเกตการณ์การชุมนุมของแอมเนสตี้ จะผ่านการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะการเฝ้าสังเกตการณ์การชุมนุมสาธารณะอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล และเรียนรู้ทักษะการสังเกตการณ์ และการบันทึกการชุมนุม รวมถึงการเตรียมตัวด้านความปลอดภัยรับมือกับสถานการณ์รูปแบบต่างๆ

“บิ๊กตู่” หยอดหวานใส่เยาวชน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูความสงบเรียบร้อยในการจัดการชุมนุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมให้กำลังใจขอให้ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ใช้ความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ ห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเด็ดขาด ให้เข้าใจว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ ต้องเปิดโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวได้แสดงออกเต็มที่ แต่ต้องไม่เกินเลยกรอบกฎหมาย และไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น ขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความรุนแรง นายกฯให้ความสำคัญกับบทบาทของคนรุ่นใหม่ จึงมีนโยบายส่งเสริมกระบวนการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ลดช่องว่างทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ช่วยกันขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจกัน โดยมอบนโยบายให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

โพลยันคนยังสำนึกในสถาบันฯ

นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ม็อบต้องเลิกล่วงละเมิดสถาบันฯ ตำรวจต้องรักษาความสงบสุขประชาชน” จากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ ผ่านโลกโซเชียล 22,046 ตัวอย่าง และในสังคมดั้งเดิม 1,497 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 95.8 ระบุม็อบต้องเลิกล่วงละเมิดสถาบันฯ หยุดเอาสถาบันหลักของชาติเป็นเครื่องมือของทุกฝ่าย ให้การชุมนุมเป็นเฉพาะเรื่องการเมืองการทำงานของรัฐบาลและนักการเมือง มีเพียงร้อยละ 4.2 ที่แล้วแต่ผู้ชุมนุม ร้อยละ 99.4 ระบุยังจำได้ต่อความดีและประโยชน์สุขของประชาชนที่ได้รับจากสถาบันหลักของชาติที่ได้สร้างสมมาจากอดีตถึงปัจจุบัน มีเพียงร้อยละ 0.6 จำไม่ได้ ร้อยละ 58.7 กังวลม็อบจะก่อให้เกิดความรุนแรงบานปลายและสูญเสีย ตำรวจต้องรักษาความสงบสุขตัดไฟแต่ต้นลม ดำเนินคดีต่อแกนนำที่ละเมิดต่อสถาบันหลักของชาติ และส่วนใหญ่คิดว่ามีนักการเมืองสนับสนุนอยู่เบื้องหลังม็อบเยาวชน

ระดมสมองกระตุ้นเศรษฐกิจ

ด้านสวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ระดมสมองแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” จากประชาชน 1,109 คน พบว่าในระดับครัวเรือนอยากให้เน้นสร้างงานสร้างอาชีพมากที่สุด ร้อยละ 85.75 ในระดับชุมชน/ ท้องถิ่น อยากให้ช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 72.14 และในระดับประเทศ อยากให้เน้นส่งเสริมภาคการเกษตร ร้อยละ 76.19 เรื่องที่ควรทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ เน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ร้อยละ 75.20 เห็นว่าหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานควรเข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุดร้อยละ 77.36 รองลงมาคือรัฐบาลร้อยละ 70.83 และเอกชนร้อยละ 70.11